ประวัติการก่อตั้งบ้านวังยาง
ยายทวดหมอกเป็นลูกสาวคนเล็กและคนเดียวของเจ้าเมือกาฬสินธุ์  มีสามีชื่อ ขุนไชยวงศ์ (คนซื่อ) เป็นต้นตระกูลและเป็นผู้นำในการก่อตั้งหมู่บ้านวังยางเมื่อประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว
เจ้าเมืองกาฬสินธุ์มีบุตรและธิดาหลายคน  ส่วนมากเป็นผู้ชาย  มีผู้หญิงคนเดียวและเป็นคนสุดท้อง คือ คุณย่าทวดหมอก  เมื่อบุตรและธิดาเติบโตมีครอบครัวทุกคนแล้ว ก็ทำการแบ่งมรดกให้แก่ลูกๆ ทุกคนแบะแนะนำให้ลูกๆ กากันอพยพครอบครัวไปเสาะแสวงหาและจัดตั้งเมืองใหม่ตามแบบอย่างของเจ้าเมืองผู้เป็นพ่อ
ลูกชายคนเล็กชื่อท้าวราชวงศ์โคตรได้ชวนน้องสาวคนสุดท้อง ชื่อ หมอก ซึ่งแต่งงานแล้วกับ ขุนไชยวงศ์  ทั้งหมดได้พาไพร่พลอพยพด้วยขบวนช้างม้ามาจากเมือกาฬสินธุ์ข้ามเทือกเขาภูพานเหนือหวังจะสร้างบ้านธาตุเชิงชุมขึ้น(บริเวณที่เป็นวัดแจ้งแสงอรุณในปัจจุบัน) รอบๆ เป็นป่าไผ่  เมื่อได้ทำการบุกเบิกแล้วก็จัดตั้งบ้านเรือนรอบๆ ในเป็นบ้านเจ้านายผู้เป็นหัวหน้า  รอบนอกเป็นข้าทาสบริวารมีจำนวนครอบครัวและหลังคาเรือนเป็นหมู่บ้านใหญ่พอสมควร  ต่อมาไม่นานในปีเดียวกันนั้นก็มีพระวรสิทธิ์ซึ่งเป็นเชื้อเจ้าเมืองทางเมืองมหาไชยฝั่งประเทศลาวก็ได้พาไพร่พล  ข้าทาสบริวารเข้ามาที่บ้านธาตุเชิงชุมอีกกลุ่มหนึ่งและมาตั้งบ้านเรือนขึ้นทางคุ้มเหนือบริเวณรอบๆ พระธาตุเชิงชุมในปัจจุบัน
ต่อมาก็มีประกาศจากทางเมืองหลวงให้หมู่บ้านหรือชุมชนที่มีความพร้อมมีคุณสมบัติที่จะตั้งเป็นหัวเมืองรอบนอกให้รวมกันสร้างบ้านแปลงเมืองให้มีความเจริญและให้คัดเลือกหัวหน้าเพื่อรอการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองต่อไป  ดังนั้นบ้านธาตุเชิงชุมซึ่งมีก๊กของผู้นำอยู่สองก๊กใหญ่ๆ คือ ก๊กของท้าวราชวงศ์โคตรและก๊กของพระวรสิทธิ์  ก๊กทั้งสองจึงนัดประชุมใหญ่และทำการคัดเลือกหัวหน้าให้เหลือหนึ่งเดียว  เนื่องจากก๊กของพระวรสิทธิ์มีไพร่พลและบริวารมากกว่าจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นว่าที่เจ้าเมืองและเตรียมการรอคำสั่งให้ไปรับใบตราตั้งจากทางเมืองหลวง (เมืองบางกอก)  สมัยรัชการที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ส่วนท้าวราชวงศ์โคตรรู้สึกผิดหวัดที่แพ้การคัดเลือก   จึงอพยพพาไพร่พลข้าทาสบริวารออกเดินทางไปทางทิศตะวันตกเพื่อหาทำเลที่เหมาะสมสร้างเมืองใหม่ให้จงได้  หลังจากพาขบวนไพร่พลข้าทาสบริวารรอนแรมมาหลายวันค่ำไหนนอนนั้นมาเรื่อยๆ จนมาถึงดินแดนที่เป็นที่ตั้งบ้านไฮหย่องในปัจจุบัน มีสภาพภูมิประเทศเหมาสมจึงหยุดพักตรวจสอบสภาพทั่วๆ ไปอยู่หลายวันจึงตัดสินใจสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่นี่และจะใช้ชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองภูเงิน เมื่อการสร้างเคหสถานได้มาพอสมควรแล้ว  จึงเตรียมการที่จะลงไปขอพระบรมราชานุญาตตั้งเมือง  และพระราชทานใบตราตั้งเจ้าเมืองไปด้วยในเวลาเดียวกัน  เมื่อถึงเวลาวันเดินทางก็จัดเตรียมเครื่องเดินทางด้วยขบวนช้างม้าเกวียนวัวต่างเดินทางลงไปเมืองหลวง (เมืองบางกอก) เมื่อในรัชกาลที่ 3 ทรงทราบก็ได้เข้าเฝ้าและทรงวินิจฉัยจากข้อมูลการสอบซักของข้าหลวงฝ่ายในแล้วทรงอนุญาตให้จัดตั้งเมืองภูเงินได้  แต่การแต่งตั้งเจ้าเมืองนั้นทรงรับเรื่องไว้ก่อนจะออกใบตราตั้งให้พร้อมๆ กันหลายเมืองจะแจ้งกลับไปให้แล้วให้ไปรับภายหลัง   ราชวงศ์โคตรจึงพาไพร่พลเดินทางกลับด้วยความปลื้มปิติเป็นล้นพ้น  แต่จะด้วยวิบากกรรมใดก็เหลือจะเดาขณะที่ขบวนของราชวงศ์โคตรเดินข้ามช่องภูเขาดงพญาเย็น (สมัยก่อนเรียกว่าดงพญาไฟ) ราชวงศ์โคตรก็เกิดท้องร่วงอย่างรุนแรงสุดความสามารถของหมอที่เดินทางไปด้วยกันจะช่วยได้  ราชวงศ์โคตรก็ถึงแก่กรรมลงบนภูเขาที่เต็มไปด้วยไข้ป่าและภัยอันตรายต่างๆ มากมาย  คณะจึงได้ร่วมกันเผาศพนำเอากระดูกห่อผ้าขาวเดินทางกลับด้วยความโศกเศร้าอาดูรยิ่ง  เมื่อคณะกลับถึงบ้านข่าวการเสียชีวิตของราชวงศ์โคตรก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทำให้บ้านภูเงินทั้งบ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าเป็นเวลาหลายวันลูกชายคนโตของราชวงศ์โคตร ชื่อ ชัยแสงได้ตัดสินใจพาญาติพี่น้องตระกูลเจ้าเมืองกาฬสินธุ์และข้าทาสบริวารอพยพกลับคืนไปอยู่เมืองสกลคุ้มเดิมซึ่งมีคนเฝ้ารักษาอยู่หลายครอบครัว  ส่วนครอบครัวของน้องชายคนเล็กชื่อ สุรินทร์  ขอไม่กลับไปกับอาหมอกและกับพี่ๆ ขอปักหลักอยู่ที่บ้านภูเงินต่อไป  มีลูกหลานสืบสายเลือดอยู่ที่นั่นจนถึงแก่กรรม (ปัจจุบันไม่อาจสืบได้ว่าเป็นตระกูลใดบ้าง) ส่วนคุณตาชัยแสงเมื่อไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่สกลนครคุ้มเดิมก็มีลูกหลานสืบสายเลือดต่อๆ กันมาหลายคน  มีคนหนึ่งที่ ชื่อ สิง  มีความรู้ทางด้านกฎหมายและมีอาชีพเป็นทนายความเป็นบุคคลสำคัญของตระวงศ์กาฬสินธุ์และเป็นต้นตระกูลวงศ์กาฬสินธุ์  เมื่อถึงรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้คนไทยทุกคนมีนามสกุลใช้  เพื่อเป็นเครื่องบ่งบอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันเป็นสายเลือดเดียวกัน  เป็นญาติกันทางสายเลือด  ทนายสิงคนนี้เป็นผู้ต้นคิดว่าสายเลือดของท่านมาจากเจ้าเมืองกาฬสินธุ์จึงใช้สกุลว่า “วงศ์กาฬสินธุ์”  ตราบจนปัจจุบันที่จังหวัดกาฬสินธุ์เองจะไม่มีต้นกำเนินสกุลนี้เลย  นอกจากจะไปจากจังหวัดสกลนครเท่านั้น
พระวรสิทธิ์หลังจากได้รับอนุญาตให้ตั้งเมืองแล้วรอคำสั่งให้ไปรับใบตราตั้งเจ้าเมืองจากทางเมืองหลวง  ขณะนั้นได้ทราบข่าวการตายของราชวงศ์โคตรก็เกิดการลังเลว่าถ้ามีคำสั่งมาถึงจะไปรับเองดีหรือไม่  หรือจะให้คนสนิทไปรับแทนเพราะเส้นทางที่ไปลำบากมากต้องใช้เวลาเดินทางเป็นแรมเดือน  รอยต่อระหว่างภาคกลางและภาคอีสานมีเทือกเขาสลับซับซ้อนมีไข้ป่าซุกชุม  ผู้ที่ผ่านไปมามักเอาชีวิตไปทิ้งที่นั้นเป็นประจำ  ดังนั้นเมื่อทางเมืองหลวงมีคำสั่งให้ไปรับใบตราตั้งตำแหน่งเจ้าเมืองจึงมอบหมายให้คุณหลวงโง่นคำซึ่งเป็นคนสนิทที่สุดเป็นผู้ไปรับแทน   เมื่อคุณหลวงโง่นคำเดินทางไปถึงก็คงมีการสอบถามซักไซร้ไล่เรียงกันพอสมควรส่วนคุณหลวงจะตอบหรือให้ข้อมูลอย่างไรไม่อาจทราบได้เพราะไม่มีข้อมูล  แต่เป็นเหตุให้ในหลวงทรงกริ้วจึงแต่งตั้งให้หลวงโง่นคำเป็นเจ้าเมืองเสียเอง  พระราชทานนามว่า “พระยาประจันตะประเทศธานี”  เมื่อคุณหลวงโง่นคำกลับมาถึงก็ไม่กล้าเข้าไปรายงานเจ้านายเดิมจึงหยุดขบวนไว้ที่บ้านธาตุนาเวงแล้วแต่งตั้งคนสนิทไปรายงานข่าว  ส่วนพระวรสิทธิ์เมื่อทราบข่าวก็เกิดความสะเทือนใจไม่น้อย  ทั้งละอายใจ และกลัวเกรงพระราชอาญาซึ่งอาจจะตามมาจึงประกาศชักชวนพี่น้องสายเลือดเดียวกันและผู้จงรักภักดีอพยพครอบครัวเดินทางขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองสกลนครในปัจจุบัน  สันนิษฐานว่าเป็นหมู่บ้านนาหว้าหยุดปักหลักสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่ที่นั้นจนกระทั่งเสียชีวิต  มีลูกหลานสืบสายเลือดและวงศ์ตระกูลมาจนปัจจุบันจะเห็นได้ว่าพี่น้องชาวนาหว้านางัวมีสำเนียงการพูดจาแปลกไปเป็นสำเนียงคนลาวทางฝั่งมหาไชยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน  ตระกูลที่พอสันนิษฐานได้คือ “นาโควงศ์”
เมื่อพระวรสิทธิ์ละถิ่นที่อยู่หนีไปสร้างเมืองใหม่แล้วคุณหลวงโง่นคำหรือพระยาประจันตะประเทศธานีก็พาไพร่พลที่ร่วมขบวนเดินทางเข้าสู่บ้านธาตุเชิงชุมก็จัดทำบุญเลี้ยงฉลองตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นงานใหญ่โตพอสมควรเสร็จแล้วได้ประชุมชักชวนญาติพี่น้อง  คณะพรรคพวกที่ร่วมเดินทางตลอดจนครอบครัวที่ตกค้างไม่ยอมอพยพไปจากที่เดิมและพี่น้องชาวคุ้มต่างๆ เช่น คุ้มซึ่งเป็นลูกหลานของราชวงศ์โคตรรวมตัวกันสร้างบ้านแปลงเมืองจากบ้านธาตุเชิงชุมกลายเป็นเมืองสกลนคร  โดยมีพระยาประจันตะประเทศธานีเป็นผู้นำทำให้เมืองสกลนครก้าวหน้าอยู่คู่กับหนองหารหลวงอันมีตำนานน่าศึกษาและพัฒนาตราบเท่าปัจจุบัน

คำบอกเล่าของท่านเจ้าคุณราชธรรมจริยาคุณเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์เมื่อ 100 กว่าปีล่วงมาแล้วท่านเจ้าคุณเล่าว่าท่านเองเป็นลูกผู้พี่ของราชวงศ์โคตรและได้ลงมาเยี่ยมอาคนเล็กคือ คุณยายทวดหมอก  ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านวังยางในขณะที่ท่านเจ้าคุณยังเป็นเด็กลงมาเยี่ยมคุณอาพร้อมกับพ่อของท่าน  อาหมอกเป็นลูกสาวคนเดียวของท่านเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ พ่อ แม่ พี่ๆ รักและห่วงใยมากกว่าใครๆ ทุกๆ ปีเจ้าเมืองจะมอบหมายให้พี่ๆ ผลัดกันลงมาเยี่ยมถามสาระทุกข์สุขดิบเป็นประจำที่บ้านวังยางแห่งนี้  เมื่อมาถึงก็ต้องรออยู่นอกบ้านก่อนตามประเพณีของเจ้าเมืองกาฬสินธุ์  ถ้าญาติผู้ใหญ่เดินทางไปเยี่ยมน้องๆ ต้องรอให้น้องๆ ลูกหลานหรือ ข้าฯใช้นายจ่ำ นำดอกไม้ธูปเทียน เหล้ายา ปลาปิ้ง ของหวานของคาว  ยกทีมออกมาต้อนรับและเชื้อเชิญก่อนจึงเข้าไปยังหมู่บ้านนั้นได้  ทำให้ลูกหลาน ญาติผู้น้อยอยู่เย็นเป็นสุข ถ้าไม่ปฏิบัติตามจารีตนี้  จู่ๆ เดินทางมาถึงไม่แจ้งให้ทราบก่อนลูกเด็กเล็กแดงหรือผู้ที่มีสุขภาพจิตอ่อนมักมีอันเป็นไป เช่น อยู่ๆ ก็เป็นลมล้มชัก  หรือพูดแบบคนไร้สติ (ผีเข้า เจ้าทรง) คนทรงออกปากบอกใบ้ให้รู้ (จากการบอกเล่าของผู้ใหญ่บอกว่า  การจะไปไหนมาไหนของเจ้าเมืองหรือญาติผู้ใหญ่นั้น  จะมีผีเชื้อเจ้าเหล่าเทพาผู้อารักชาติตามไปด้วยและเป็นผู้ล่วงหน้าไปแจ้งข่าวด้วยวิธีการหรืออาการต่างๆ ตามที่กล่าวมาเป็นอภินิหารที่น่าเชื่อถือในสมัยนั้น)  ประเพณีในสมัยโบราณเมื่อญาติผู้ใหญ่ทางบ้านวังยางไปเยี่ยมพี่น้องทางบ้านเดื่อศรีคันไชยก็ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกันและมักมีอภินิหารเหมือนๆ กันตลอดปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว  ท่านเจ้าคุณเองก็ได้บันทึกประวัติและเหตุการณ์เหล่านี้ไว้เช่นเดียวกัน  ปัจจุบันจะมีใครเก็บรักษาสืบทอดไว้บ้างก็ไม่อาจสืบค้นได้